บทความเชิงลึกในรูปแบบสารานุกรมที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การดำเนินงานทั่วโลก และการเข้าซื้อกิจการโดย ABB ของบริษัท Thomas & Betts โดยอ้างอิงจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์แ

Thomas & Betts (T&B) เป็นผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนไฟฟ้า ตัวเชื่อมต่อ และระบบยึดสำหรับงานอุตสาหกรรม งานพาณิชย์ และงานที่อยู่อาศัย ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 บริษัทได้บุกเบิกนวัตกรรมด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือทางไฟฟ้า และกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ผลิตภัณฑ์ของ T&B เป็นส่วนสำคัญของภาคส่วนต่างๆ เช่น การก่อสร้าง พลังงาน การขนส่ง และโทรคมนาคม โดยเน้นความทนทาน การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป [1] มรดกของบริษัทถูกกำหนดโดยความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศทางวิศวกรรม ซึ่งทำให้บริษัทสามารถขยายจากผู้จัดจำหน่ายระดับภูมิภาคไปสู่องค์กรข้ามชาติก่อนที่จะถูก ABB เข้าซื้อกิจการในปี 2012 บทความนี้ให้การตรวจสอบโดยละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางประวัติศาสตร์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ วิวัฒนาการขององค์กร และอิทธิพลที่ยั่งยืนของ T&B ในอุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องของข้อเท็จจริง [2]
Thomas & Betts ก่อตั้งขึ้นในปี 1916 โดย Hubert Thomas และ Robert Betts ในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี โดยเริ่มแรกดำเนินงานในฐานะโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตตัวเชื่อมต่อไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการก่อสร้างที่กำลังเติบโต [3] ผู้ก่อตั้งทั้งสอง ซึ่งเคยเป็นพนักงานของ Westinghouse Electric มาก่อน ได้ระบุช่องว่างที่สำคัญในตลาด นั่นคือ ระบบสายไฟที่ไม่น่าเชื่อถือซึ่งก่อให้เกิดอันตรายจากไฟไหม้ ความก้าวหน้าของพวกเขาเกิดขึ้นจากการคิดค้นตัวเชื่อมต่อสายไฟแบบใช้ซ้ำได้เป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยขจัดความจำเป็นในการบัดกรีและปรับปรุงความปลอดภัยในการติดตั้งอย่างมีนัยสำคัญ [4] นวัตกรรมนี้ได้วางรากฐานให้กับชื่อเสียงของ T&B ในฐานะผู้สร้างนวัตกรรมที่เน้นความปลอดภัย ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ บริษัทได้ขยายสายผลิตภัณฑ์เพื่อรวมถึงอุปกรณ์ท่อร้อยสายไฟและกล่องเชื่อมต่อ โดยใช้ประโยชน์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของ New Deal ที่ต้องการโซลูชันทางไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง [5] สงครามโลกครั้งที่สองถือเป็นยุคสำคัญ เนื่องจาก T&B ได้รับสัญญาจากรัฐบาลในการจัดหาส่วนประกอบระดับทางการทหาร เช่น อุปกรณ์กันระเบิดสำหรับเรือรบ ซึ่งช่วยขัดเกลาความสามารถในการผลิตที่แม่นยำของบริษัท [6]
หลังสงคราม T&B ประสบกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยได้รับแรงผลักดันจากการขยายตัวของชานเมืองและการเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ในช่วงทศวรรษ 1950 มีการนำระบบการจัดการสายเคเบิลที่ได้รับการจดสิทธิบัตรมาใช้ ในขณะที่วิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมในส่วนประกอบที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลใหม่ เช่น National Electrical Code (NEC) [7] ช่วงเวลาสำคัญเกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อ T&B ควบรวมกิจการกับบริษัท AEG Schneider Automation ของเยอรมนี ซึ่งช่วยขยายขอบเขตการดำเนินงานไปทั่วโลก แต่ยังคงฐานการดำเนินงานในสหรัฐอเมริกาไว้ [8] ตลอดประวัติศาสตร์ที่เป็นอิสระ T&B ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา โดยลงทุนมากกว่า 5% ของรายได้ประจำปีในด้านวิศวกรรม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ก่อให้เกิดสิทธิบัตรหลายร้อยฉบับ ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 บริษัทมีพนักงานประมาณ 8,000 คนทั่วโลกและสร้างรายได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำตลาด [9] ช่วงเวลาแห่งความเป็นอิสระนี้สิ้นสุดลงในปี 2012 แต่การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและนวัตกรรมของ T&B ในอดีตยังคงส่งผลต่อแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรม [10]
Thomas & Betts ได้พัฒนาแคตตาล็อกส่วนประกอบไฟฟ้าที่ครอบคลุม ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านความน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงและการปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ เช่น UL, CSA และ IEC ระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมถึงตัวเชื่อมต่อ ตัวยึด ระบบจัดการสายเคเบิล และโซลูชันการต่อลงดิน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับมือกับความท้าทายทางอุตสาหกรรมที่หลากหลาย [11] จุดเด่นของกลยุทธ์ของ T&B คือแนวทางแบบโมดูลาร์ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับแต่งสำหรับการใช้งานเฉพาะโดยไม่ลดทอนคุณภาพ ตัวอย่างเช่น ซีรี่ส์ M430020000 เป็นตัวอย่างของตัวเชื่อมต่ออุตสาหกรรมประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในโรงงานผลิต ซึ่งมีวัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อนเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานในสภาพแวดล้อมที่สัมผัสกับสารเคมี [12] ในทำนองเดียวกัน สายรัดเคเบิล TY525MR กลายเป็นสินค้าหลักในอุตสาหกรรมสำหรับการรวมสายไฟในภาคยานยนต์และอวกาศ ซึ่งโดดเด่นในด้านความทนทานต่อรังสียูวีและทนต่ออุณหภูมิได้ถึง 150°C [13]
ผลิตภัณฑ์สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ระบบยึด 10.616 M/G ซึ่งออกแบบมาเพื่อการติดตั้งที่ปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีการสั่นสะเทือนสูง เช่น ทางรถไฟ และอุปกรณ์ต่อลงดินตระกูล AT54/M50/SF45/BLY ซึ่งรับประกันความปลอดภัยทางไฟฟ้าในการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน [14] T&B ยังตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มอีกด้วย เช่น กล่องเชื่อมต่อ YPS121210 ที่ให้ตู้กันน้ำสำหรับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมกลางแจ้ง ในขณะที่ข้อต่อท่อร้อยสาย NKWZ-M202/P4 รองรับท่อส่งน้ำมันและก๊าซที่ได้รับการรับรองว่าป้องกันการระเบิด [15] นวัตกรรมเพิ่มเติม ได้แก่ บล็อกเทอร์มินัล JLLPA-12A.50 สำหรับแผงควบคุม ขั้วต่อสายเคเบิล 1SL5316A00 สำหรับการใช้งานกระแสสูง และแคลมป์ลดแรงดึง GSC5205 ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ T&B ในการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง [16] ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของโครงการสำคัญ เช่น การปรับปรุงเขื่อนฮูเวอร์และระบบสายไฟของสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอเนกประสงค์ในระดับต่างๆ [17] โปรโตคอลการทดสอบที่เข้มงวดของ T&B รวมถึงการประเมินความทนทาน 10,000 รอบ ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลให้อัตราความล้มเหลวเกือบเป็นศูนย์ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ [18] กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่ผลักดันความสำเร็จทางการค้าเท่านั้น แต่ยังทำให้ T&B ได้รับการยอมรับในฐานะที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้สำหรับหน่วยงานในอุตสาหกรรม เช่น สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (NFPA) [19]
กลยุทธ์การเติบโตของ Thomas & Betts พึ่งพาการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์อย่างมากเพื่อขยายขอบเขตทางเทคโนโลยีและภูมิศาสตร์ การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1985 ด้วยการซื้อกิจการ Burndy Corporation ซึ่งเป็นผู้นำด้านฮาร์ดแวร์การส่งกระแสไฟฟ้า ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ T&B ในการใช้งานด้านสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และรวมเทคโนโลยีการบีบอัดที่จดสิทธิบัตรของ Burndy เข้ากับสายผลิตภัณฑ์ของบริษัท [20] ในปี 1996 T&B ได้เข้าซื้อกิจการ Elastimold ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตัวเชื่อมต่อฉนวน ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการกระจายพลังงานใต้ดินและสนับสนุนการขยายตัวเข้าสู่ตลาดในยุโรป [21] การควบรวมกิจการกับ AEG Schneider Automation ในปี 1999 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเป็นการรวมความเป็นผู้นำในอเมริกาเหนือของ T&B เข้ากับเครือข่ายการผลิตในยุโรปของ AEG ส่งผลให้เกิดหน่วยงานเดียวที่มีโรงงาน 35 แห่งทั่วโลก [22] อย่างไรก็ตาม การควบรวมกิจการนี้ยังนำมาซึ่งความซับซ้อนในการบูรณาการการดำเนินงาน ส่งผลให้การลงทุนด้าน R&D ลดลงชั่วคราวในช่วงต้นทศวรรษ 2000 [23]
เหตุการณ์สำคัญที่สุดในไทม์ไลน์ของบริษัท T&B คือการถูกซื้อกิจการโดย ABB บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่สัญชาติสวิส-สวีเดน ในราคา 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2555 [24] ธุรกรรมนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลังจากการตรวจสอบการต่อต้านการผูกขาด ทำให้ T&B เข้ามาอยู่ในแผนกผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าของ ABB โดยใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในเทคโนโลยีสมาร์ทกริด [25] หลังจากการซื้อกิจการ แบรนด์ของ T&B ยังคงถูกรักษาไว้สำหรับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม แต่การดำเนินงานค่อยๆ สอดคล้องกับโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนของ ABB เช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในการผลิต [26] นักวิจารณ์โต้แย้งว่าการซื้อกิจการทำให้วัฒนธรรมนวัตกรรมที่เป็นอิสระของ T&B เจือจางลง แต่ข้อมูลจากรายงานการบูรณาการของ ABB ในปี 2558 แสดงให้เห็นว่าความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 20% เนื่องจากการใช้ทรัพยากร R&D ร่วมกัน [27] ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เดิมของ T&B ยังคงวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ABB Thomas & Betts โดยยังคงรักษาคุณภาพดั้งเดิมไว้ในขณะที่รวมคุณสมบัติที่เปิดใช้งาน IoT สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย [28]
ในช่วงที่บริษัทมีความเป็นอิสระสูงสุด Thomas & Betts ดำเนินงานในกว่า 70 ประเทศ โดยมีศูนย์กลางการผลิตในสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก จีน และเยอรมนี ให้บริการลูกค้าซึ่งรวมถึงบริษัท Fortune 500 และหน่วยงานรัฐบาล [29] กลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทเน้นการผลิตในท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของภูมิภาค ตัวอย่างเช่น โรงงานในยุโรปปฏิบัติตามมาตรฐานการติดเครื่องหมาย CE ในขณะที่โรงงานในเอเชียเน้นโซลูชันที่คุ้มค่าสำหรับตลาดเกิดใหม่ [30] สำนักงานใหญ่ของ T&B ในเมมฟิสเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยและพัฒนาหลัก ซึ่งมีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เช่น ข้อต่อท่อร้อยสายไฟ NKWZ-M202/P4 โดยความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ [31] แนวทางแบบกระจายอำนาจนี้ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว เช่น การปรับแต่งแคลมป์ GSC5205 สำหรับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อพายุไต้ฝุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [32]
T&B ยังมีบทบาทสำคัญในความพยายามในการกำหนดมาตรฐานระดับโลก โดยมีส่วนร่วมในคณะกรรมการทางเทคนิคของ IEC ที่กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าสากล [33] ความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืนของบริษัทเติบโตขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000 ด้วยโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น โครงการรีไซเคิลชิ้นส่วนที่ล้าสมัยและโรงงานประหยัดพลังงานที่ลดของเสียลง 30% [34] หลังจากการเข้าซื้อกิจการโดย ABB ขอบเขตการดำเนินงานทั่วโลกของ T&B ขยายตัวออกไปอีก โดยบูรณาการเข้ากับเครือข่ายของ ABB ที่มีมากกว่า 1,300 แห่ง แม้ว่าโรงงานอิสระบางแห่งจะถูกรวมเข้าด้วยกัน [35] แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หลักการผลิตหลักของ T&B ซึ่งมีรากฐานมาจากต้นกำเนิดในเมืองเมมฟิส ยังคงมีอิทธิพล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่กำลังพัฒนาซึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน เช่น ขั้วต่อสายเคเบิล 1SL5316A00 [36] มรดกของบริษัทคงอยู่ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมที่ให้ความรู้แก่วิศวกรทั่วโลกเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดทางไฟฟ้า ทำให้มั่นใจได้ว่าผลกระทบของบริษัทจะก้าวข้ามการเป็นเจ้าของขององค์กร [37]
| ภาพ | ข้อมูลผลิตภัณฑ์ | คำอธิบาย | สต็อกและราคา | การกระทำ |
|---|---|---|---|---|
|
|
XPCST-07BG.100THOMAS AND BETTS |
PMA 2-LYRCNDUIT PA12/PA6 NW07 BL/GN |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 3 766 $2.68 |
|
|
|
2CTH0HPP4523THOMAS AND BETTS |
PLATE FOR TUBE DIAM 30/35MM |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 4 223 $0.00 |
|
|
|
M051430000THOMAS AND BETTS |
Slotted channel (4x6) of 40x25 |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 2 625 $3.88 |
|
|
|
M051710000THOMAS AND BETTS |
Slotted channel (4x6) of 60x100 |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 1 073 $9.62 |
|
|
|
M053040000THOMAS AND BETTS |
Slotted channel cover A=40mm,thermoplastic |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 4 254 $2.37 |
|
|
|
M053140000THOMAS AND BETTS |
Slotted channel cover A=150mm, thermoplast. |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 1 043 $9.91 |
|
|
|
BVEMV-M207SW-10THOMAS AND BETTS |
PMA EMCFTNG PA6/ALU NW17 M20 BL POS |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 68 |
|
|
|
EVN2-03.10THOMAS AND BETTS |
PMA EX-CONDUIT-CLIP PA12 NW12 BL |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 8 669 $1.16 |
|
|
|
NVNZ-M160GT/P2LTHOMAS AND BETTS |
PMA FTNG PA6/MS NW10 M16 5.0-8.0 SW |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 428 |
|
|
|
EVN2-07.10THOMAS AND BETTS |
PMA EX-CONDUIT-CLIP PA12 NW36 BL |
มีสินค้าพร้อมส่ง: 3 278 $3.08 |
|